[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
.:: โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี Surasakmontree School::.
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
ค้นหา   
สกัดรถทัวร์จับคนขับ ลอบขนนกปรอทหัวจุก-ต่างด้าว จากกทม.ส่งเมืองคอน(23 พ.ค. 2560, 02:08) แจ้งเกิด! เจ้าหนูฮาร์รอป ผงาดแข้งผีแดงคนที่ 100 ซัดประตูในพรีเมียร์ลีก(23 พ.ค. 2560, 02:00) รวบหนุ่มขนเฮโรอีนเกือบโล อ้างไม่รู้คิดว่ากัญชา ตร.ล่าอีก 1 หนีไปได้ (23 พ.ค. 2560, 01:47) เพราะแปลกเลยรอดถูกกิน อึ่งเผือกสีอมชมพู ชาวบ้านกำแพงเพชรจับได้(23 พ.ค. 2560, 01:33) ไฟลัดวงจร ไหม้อาคารเรียนอายุ 40 ปี กำลังปรับปรุง เสียหายทั้งหลัง(23 พ.ค. 2560, 01:12) โจ๋กระบี่ควบเก๋งไล่ยิงอริ ตาย 1 สาหัส 1 กรรมตามทัน ซิ่งหนีชนราวสะพาน(23 พ.ค. 2560, 01:05) เฉยเลย! ช็อก ‘เทพมอยส์’ ประกาศลาออกหลังพา ‘แมวดำ’ ตกชั้น(23 พ.ค. 2560, 01:00) แม่วอนช่วยนำศพกลับไทย สาวตกตึกในบาห์เรน หอบหลักฐานร้อง เชื่อโดนฆาตกรรม(23 พ.ค. 2560, 00:30) คาดเป็นโครโมโซมมนุษย์ ศุลกากรหนองคาย ส่งหลอดทรงกรวยตรวจแล็บ(23 พ.ค. 2560, 00:24) อริสู้ไม่ได้ คว้าปืนผู้ใหญ่บ้านยิงหนุ่มใหญ่ ดับพร้อมเพื่อนคาที่ทำการ(23 พ.ค. 2560, 00:17) วงการกีฬาเศร้า! 'นิคกี เฮย์เดน' อดีตแชมป์โลกMotoGP เสียชีวิตแล้ว(23 พ.ค. 2560, 00:00) ประกบยิงหนุ่มใหญ่เลี้ยงวัวดับ เมียสาหัส ที่ปัตตานี ทิ้งใบปลิวตอบโต้รัฐ(22 พ.ค. 2560, 23:48) พังงาฝนตกทั้งวัน ทำน้ำจากเขาวง หลากท่วมถนน-ตลาดสดบางเนียง(22 พ.ค. 2560, 23:33) 'ฟิล' ยี้ 'ลูกากู' อย่ามาผีเลย ถ้าให้เลือกเอาสองแข้งดังลงหลุมจะดีกว่า(22 พ.ค. 2560, 23:30) ยิ่งกว่างู! 'เมสซี' เลื้อยสยองแหวกดงมฤตยู 6 คนครึ่งสนามซัดอย่างเหนือ (คลิป)(22 พ.ค. 2560, 23:15) ตาทิพย์! สามเซียนรวยไม่รู้เรื่องรับเงิน 100 เท่าแทง'เจที'เปลี่ยนตัวน.26(22 พ.ค. 2560, 23:00) พบเบาะแสกระบะสาวขายยา อยู่ในหาดใหญ่ เจอสัญญาณมือถือ เหยื่อทำตกในรถ(22 พ.ค. 2560, 22:55) พบคัมภีร์ใบลานอายุกว่า 200 ปี ที่วัดใหญ่นครชุมน์ ราชบุรี(22 พ.ค. 2560, 22:47) ตร.ให้ประกันตัว 'แอนนา รีส' 2 หมื่น เจ้าตัวรับเครียดเรื่องส่วนตัว(22 พ.ค. 2560, 22:42) หนูน้อยวัย 8 ขวบ เป็นตากล้องเก็บภาพริมสนามแข่งที่ มอ.หาดใหญ่ (คลิป)(22 พ.ค. 2560, 22:30)
เมนูหลัก
เว็บไซต์หน่วยงาน














ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 93 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
มุมธรรมมะ
ประมวลภาพกิจกรรมโรงเรียน
* ปีการศึกษา 2558
*
 ปีการศึกษา 2559

  
ประวัติเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  
 

จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)

พระมหามงกุฎเป็นเครื่องหมายของราชาธิปไตย
พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดาอันมีค่าฉันใด
ข้าราชการที่อุตส่าห์ช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญสุข
ก็เปรียบเหมือนเพชรนิลเครื่องประดับพระมหามงกุฎฉันนั้น


พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว





จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)


เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
(เจิม แสง-ชูโต)



เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี นามเดิม เจิม เป็นบุตรพระยาสรุศักดิ์มนตรี(แสง) เดิมในรัชกาลที่ ๕ เป็นหลวงศัลยุทธวิธีกรร ในการทหารมหาดเล็ก แล้วเป็นจมื่นสฤษดิการ แล้วเป็นจมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็ก เมื่อพ.ศ. ๒๔๓๐ เป็นพระยาสุรศักดิ์มนตรี จางวางมหาดเล็ก ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๙ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน โปรดฯให้เป็นเจ้าพระยา มีสำเนาประกาศ ดังนี้


ทรงพระราชดำริว่า พระยาสุรศักดิ์ ได้รับราชการในกรมทหารมหาดเล็กและเป็นราชองครักษ์แต่เดิมมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้ช่วยราชทูตวิเศษออกไปประเทศยุโรปด้วย ราชการสำคัญ ในครั้งนั้นก็ได้ช่วยราชการจนเป็นการสำเร็จตลอดโดยสะดวกดี ภายหลังมาได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งหัวหมื่นมหาดเล็ก มีหน้าที่เป็นผู้ตกแต่งและรักษาพระราชมณเฑียร ตั้งกรมเด็กชาขึ้นเป็นครั้งแรก และเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้า ได้จัดการทหารแข็งแรงขึ้นเป็นอันมาก แล้วได้เป็นผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ บังคับบัญชาราชการทหารทั่วไป และได้เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบปรามพวกฮ่อปลายพระราชอาณาเขตถึง ๒ คราว ได้รับราชการฝ่ายทหารในหน้าที่ทั้งหลายดังพรรณามานี้โดยความกล้าหาญองอาจ และมีสติปัญญาสามารถประกอบไปด้วยความอุตสาหะ วิริยภาพ คงทนแก่ความยากลำบากต่างๆ มิได้ย่อท้อต่อราชการ บัดนี้ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตรพานิชย์การ ก็ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณโดยสมควรแก่หน้าที่ มีน้ำใจซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงตรงยั่งยืนอยู่ในความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาทยิ่งนัก สมควรที่จะดำรงในตำแหน่งยศบรรดาศักดิ์ใหญ่ รับราชการสนองพระเดชพระคุณต่างพระเนตรพระกรรณผู้หนึ่งได้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนา พระยาสุรศักดิ์มนตรี ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในหิรัญบัฏว่า เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี นฤบดีมหาสวามิภักดิ์ สัตยรักษ์เมตยาชวาศรัย ยุทธสมัยสมันตโกศล อณิกมณฑลธุชสุปรีย์ เสนานีอุดมเดช พิเศษสาธุคุณสุนทรพจน์ อดุลยยศเสนาบดี ศรีรัตนตรัยวุฒิธาดา อภัยพิริยบรากรมพาหุ อัชนาม ดำรงศักดินา ๑๐,๐๐๐ จงเจริญทฤฆชนมายุ พรรณ สุข สิริสวัสดิพิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติ บริวาร สมบูรณ์ทุกประการ เทอญฯ


เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ไม่มีบุตรธิดา ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๗๔


....................................................................................................................................................


ลำดับวงศ์ตั้งแต่กำเนิด ตลอดเวลาเล่าเรียน
ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวง ในรัชกาลที่ ๔


จอมพลและมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เป็นบุตรชายที่ ๔ ของพระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง) จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ กับคุณหญิงเดิม บุนนาค พระยาสุรศักดิ์มนตรี(แสง)เป็นบุตรชายที่ ๒ ของพระยาสุรเสนา(สวัสดิ์ ชูโต) กับคุณหญิงเปี่ยม บุนนาค พระยาสุรเสนา(สวัสดิ์) เป็นบุตรชายที่ ๔ ของพระยาสมบัติยาธิบาล(เสือ)กับคุณม่วง ชูโต คุณม่วง ชูโต เป็นบุตรีเจ้าคุณพระอัยยกา ชูโต ซึ่งเป็นบุตรชายที่ ๓ ของพระอัยยกีสมเด็จพระศิริโสภาคมหานาคนารี คุณเปี่ยมมารดาพระยาสุรศักดิ์(แสง)เป็นบุตรีคนใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา ประยูรวงศ์(ดิส บุนนาค)กับหม่อมปาน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เป็นบุตรเจ้าพระยาอัครมหาเสนา(บุนนาค) กับเจ้าคุณนวล ฝ่ายคุณเดิมมารดาเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิม)เป็นบุตรีคนใหญ่ของพระสุริย ภักดี(สนิท บุนนาค) กับท่านเอี่ยมมารดา พระยาสุริยภักดี(สนิท บุนนาค)เป็นบุตรชายคนใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด บุนนาค) กับท่านผู้หญิงน้อย สมเด็จพระบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด บุญนาค)เป็นบุตรเจ้าพระยาอัครมหาเสนา(บุนนาค) กับเจ้าคุณนวล ท่านผู้หญิงน้อยเป็นบุตรีคนใหญ่ของพระยาสมบัติยาธิบาล(เสือ) กับคุณม่วง ชูโต

สรุปความว่า สายโลหิตเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี สืบเนื่องมาแต่ตระกูลบุนนาค และ ชูโต ร่วมกัน อันนับเนื่องอยู่ในราชินิกูลแห่งสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๒ โดยเจ้าคุณนวลเป็นกนิษฐาในสมเด็จพระอมริทร์ และเจ้าคุณชูโตนั้น

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เกิดที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด) จังหวัดธนบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ เวลา ๑ ยามกับ ๘ บาท เวลานั้นบิดายังเป็นนายพิจารณ์สรรพกิจ หุ้มแพรมหาดเล็กเวรเดช มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๑ คน ถึงแก่กรรมเสียแต่เล็ก ๗ คน เหลือแต่นายจัน แสง-ชูโต ผู้เป็นพี่คนที่ ๓ ได้เป็นพระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี กับน้องหญิงอีก ๒ คน คือคุณสังวาลย์ และคุณหญิง (แสง-ชูโต)

เมื่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯเกิดนั้น มีปานดำที่หน้าอกดุจรอยเจิมด้วยเขม่าไฟ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติจึงให้นามว่า เจิม ด้วยเหตุว่า บิดามารดาของเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีบุตรชายคนแรก อายุยังไม่ทันถึงขวบก็ถึงแก่กรรม ภายหลังเกิดบุตรีอีกคน ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติให้นามว่าเหลน เพราะเป็นเหลนคนโตของท่าน มีอายุได้ ๓ ขวบถึงแก่กรรมอีก ท่านเอี่ยมผู้เป็นยายมีความเศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก ในเวลาที่จะยกศพลงบรรจุหีบ ท่านเอี่ยมเอาเขม่าหม้อป้ายลงที่หน้าอกศพ ร้องไห้คร่ำครวญสั่งว่า หลานจงกลับมาเกิดใหม่อีก ถ้ากลับมาเกิดให้มีรอยเขม่าหม้อหมายที่หน้าอกเป็นสำคัญ อยู่มาบิดามารดาเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีบุตรชายอีกคน ๑ คือพระยาสุนทรสงคราม แต่หาได้มีปานดำเป็นสำคัญไม่ ต่อมาจึงมีบุตรชายอีกคน ๑ คือเจ้าพระยาสุรศักดิ์ฯมีตำหนิปานดำที่หน้าอก จึงได้ให้นามตามนิมิตนั้น

เมื่อนายเจิมอายุประมาณ ๕ - ๖ ขวบ ได้เล่าเรียนวิชาชั้นต้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยผู้เป็นทวด เมื่ออายุ ๘ - ๙ ขวบ มีอุปนิสัยอารีอารอบชอบคบเพื่อนมาก ชอบเล่นอย่างวิธีนักรบและชอบตกแต่งประดับประดาที่อยู่ให้สะอาดเรียบร้อย ชอบทำการช่างต่างๆ ส่อให้เห็นอุปนิสัยมาแต่เล็ก พออายุได้ ๑๑ ขวบมารดาถึงแก่กรรม ต่อมาบิดาได้ย้ายมาอยู่บ้านเดิมที่บ้านพระยาสุรเสนา(สวัสดิ์ ชูโต)ผู้เป็นปู่ ไปฝากให้ศึกษาอักขรสมัยเบื้องต้นในสำนักพระวิเชียรมุนี วัดพิชัยญาติ เมื่ออายุ ๑๓ ปี โกนจุกแล้วอุปสมบทเป็นสามเณร ๑ พรรษา ลาสิกขาแล้วบิดานำไปมอบให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง) แต่เมื่อยังเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม ให้ใช้สอยและฝึกหัดราชการ นอกจากนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังให้ฝึกหัดวิชาขี่ม้ารำทวน และยิงปืนกับวิชาอื่นๆซึ่งนิยมกันในสมัยนั้น แล้วนำถวายตัวเป็นมหาดเล็กรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นมหาดเล็กวิเศษ สังกัดเวรฤทธิ์ ครั้งเสด็จสวรรคตแล้วก็อยู่กับสมเด็จพระเจ้ายาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ต่อไป


แต่งงาน ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕
ได้เป็นหลวงศัลยุทธสรกรร นายกัมปนีที่ ๖


เมื่อนายเจิมอายุได้ ๑๘ ปี เป็นหลวงศัลยุทธสรกรรแล้ว แต่งงานกับขีด บุตรีนายเขียน สวัสดิ์-ชูโต อยู่ด้วยกันได้ประมาณ ๒ ปีก็แตกกัน(๑) แต่ก็ไม่มีภรรยาใหม่ มาจนกว่า ๑๐ ปี เมื่อขีดถึงแก่กรรมแล้ว เวลานั้นเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็กผู้บังคับการทหารหน้า ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯขอ ไร บุตรีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไวยวัฒน์(วอน บุนนาค) พระราชทานให้เป็นภรรยา อยู่มาถึงปีกุน พ.ศ. ๒๔๓๐ ไรถึงแก่กรรม เมื่อเป็นพระยาสุรศักดิ์มนตรีแล้วจึงขอเลี่ยมน้องสาวไรมาเป็นภรรยา อยู่ด้วยกันมาจนได้เป็นเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี และเลี่ยมก็ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ และเครื่องยศท่านผู้หญิงตามประเพณี(๒)

ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อโปรดเกล้าฯให้เพิ่มหน้าที่พระยาสุรศักดิ์มนตรีผู้บิดาเป็นกงสีซื้อจ่าย ของใช้ในราชการทั่วไป และเป็นผู้เร่งรัดเงินภาษีอากรที่ค้างแก่เจ้าภาษี ได้ให้ยนายเจิมผู้บุตรเป็นผู้ช่วยราชการในแผนกนี้ด้วย เพราะผู้ทำภาษีไม่นำเงินมาส่งหลวงได้ตามเวลา เงินหลวงสูญเสียมาก พระยาสุรศักดิ์ฯใช้ความผ่อนผันให้เจ้าภาษีทำการส่งของต่อกงสี เมื่อถึงคราวจ่ายเงินก็หักผ่อนใช้หนี้หลวง เมื่อทำเช่นนี้ไม่ช้าก็หักเงินที่ค้างภาษีได้ครบ

ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ มีพระราชประสงค์ให้คัดเลือกลูกหมู่มหาดเล็กมาเป็นบอดิการ์ด(รักษาพระองค์) มีจำนวนคน ๔ โหล แทนทหารรักษาพระองค์(๓) แต่ไม่พอใช้ราชการ จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาสุรศักดิ์ฯคิดจัดตั้งกองทหารมหาดเล็ก ร.อ. ขึ้น เอาพวกมหาดเล็กที่เป็นบุตรหลานข้าราชการเข้ามาเป็นทหาร เมื่อรับพระราชโองการฯแล้วก็หวาดหวั่นว่าจะมีผู้เข้าใจผิดคิดเห็นว่าเป็นการ เดือดร้อน เพราะผู้ที่เป็นบิดามารดาแห่งกุลบุตรในสมัยนั้นยังไม่มีความนิยมจะให้บุตร หลานเข้าเป็นทหาร(๔) เกรงจะไม่สำเร็จตามพระราชประสงค์ จึงไปหารือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ว่าจะขอนายเจิมที่มอบให้ใช้อยู่นั้นไปเป็นตัวอย่างทหารสมัครคนแรก เพื่อให้ข้าราชการเกิดความนิยมนำบุตรหลานเข้าสมัครเป็นทหาร สมเด็จเจ้าพระยาฯเห็นชอบด้วย(๕) จึงได้นำนายเจิมเข้าไปถวายตัวเป็นทหารมหาดเล็กก่อนผู้อื่น ก็เกิดความนิยมในการเป็นทหารกันทั่วไป

เมื่อการจัดตั้งกรมทหารมหาดเล็ก ร.อ. เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯให้นายเจิมเป็นหลวงศัลยุทธสรกรร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ นายกัมปนีที่ ๖ (ผู้บังคับกองร้อยที่ ๖ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์)


โดยเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์กับชวา(ครั้งแรก)
เป็นอุปทูตไปเมืองสิงคโปร์ เมืองปัตตาเวีย และอินเดีย


เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และชวา(ครั้งแรก)ใน พ.ศ. ๒๔๑๓ โปรดฯให้หลวงศัลยุทธสรกรรโดยเสด็จด้วย เมื่อเสด็จกลับแล้วจึงโปรดฯให้พระยาสมุทรบุรานุรักษ์(เนตร)เป็นราชทูต หลวงศัลยุทธสรกรรเป็นอุปทูต คุมช้างหล่อด้วยทองเหลือ ๒ ช้าง กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปพระราชทานผู้ว่าราชการเมืองทั้ง ๒ นั้น(๖)

ครั้นถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๔ เมื่อเสด็จอินเดีย หลวงศัลยุทธสรกรรก็ได้โดยเสด็จในเรือพระที่นั่งไปประพาสหัวเมืองต่างๆใน ประเทศอินเดียด้วย


พระยาสุรศักดิ์มนตรี(แสง)บิดา ถึงแก่กรรม

เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ พระยาสุรศักดิ์มนตรี(แสง) บิดาป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โปรดเกล้าฯให้นายแพทย์หลวงมาพยาบาล เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมอาการป่วย และส่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาพระราชทานในวันเดียวกันนั้นด้วย ได้ประกอบการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่(๗) อาการไข้มีแต่ทรงกับทรุด ถึงแก่กรรมวันเสาร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๑๖ เสด็จพระราชทานเพลิงที่วัดประยุรวงศ์


รับราชการอยู่ในกรมทหารมหาดเล็ก

เมื่อพระยาสุรศักดิ์ถึงแก่กรรมแล้ว โปรดฯให้พระยาภาสกรวงศ์(พร บุนนาค) เป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็กฯ หลวงศัลยุทธฯคงรับราชการเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๖ อยู่ และได้รับพระราชทานตรามงกุฎสยามชั้นที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นความชอบในการที่เป็นอุปทูตไปเมืองสิงคโปร์และปัตตาเวีย เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นสราภัยสฤษดิการ ในปีนี้ได้เลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก ได้รับพระราชทานเงินเดือนๆละ ๖๐ บาท ต่อมาเป็นราชองครักษ์ ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ ๘๐ บาท


อุปสมบทเป็นนาคหลวง

เมื่ออายุ ๒๑ ติดราชการไม่ได้อุปสมบท ต่อมาจนอายุได้ ๒๕ โปรดเกล้าฯให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จกรมพระยาปวเรศฯเป็นพระอุปัชฌาย์ พระพุทธวิริยากรณ์(นิ่ม)วัดเคลือวัลย์เป็นกรรมวาจา พระวิเชียรมุนี วัดพิชัยญาติเป็นอนุสาวนาจารย์ ทำขวัญนาคในพระที่นั่งอัมรินทร์ อุปสมบทแล้วจำพรรษาอยู่วัดพิชัยญาติพรรษา ๑(๘)


รับราชการเมื่อลาอุปสมบทแล้ว

จมื่นสราภัยฯลาอุปสมบทแล้ว กลับเข้ารับราชการในหน้าที่ราชองครักษ์ต่อมา โปรดเกล้าฯให้ไปรับราชการพิเศษเป็นนายช่างทำเครื่องประดับพระที่นั่ง บางปะอิน และให้ช่วยนายอาลบาร์สเตอร์ จัดการแสดงพิพิธภัณฑ์ที่พระราชวัง (คือที่ศาลาสหทัยสมาคมบัดนี้)

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ โผปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและจัดการทหารมหาดเล็กฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการด้วย พระองค์เอง และตั้งตำแหน่งผู้รับพระราชโองการขึ้นใหม่ โปรดฯให้พระองค์เจ้ากาพย์กนกรัตนทรงรับตำแหน่งนั้น(๙) ระหว่างเมื่อพระองค์เจ้ากาพกนกรัตนไปราชการประเทศอินเดีย ได้โปรดให้จมื่นสราภัยฯ เป็นผู้รับราชโองการแทน เมื่อพระองค์เจ้ากาพย์กนกรัตนเสด็จกลับมาแล้วได้ทรงรับตำแหน่งเดิม จึงโปรดฯให้จมื่นสราภัยฯเป็นที่ปรึกษาราชการในกรมทหารมหาดเล็ก ช่วยพระองค์เจ้ากาพย์กนกรัตนต่อไป


เป็นอุปทูตไปราชการพิเศษ ณ ทวีปยุโรป

คราวหนึ่งโปรรดเกล้าฯให้จมื่นสราภัยฯไปทำแผนที่เมืองลพบุรี และเมื่อยังทำการอยู่นั้นมีราชการเกี่ยวกับต่างประเทศ จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาภาสกรวงศ์(พร บุนนาค)เป็นราชทูต จมื่นสราภัยฯเป็นอุปทูตออกไปประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ และให้ดูการทหารบกทหารเรือ กับทั้งวิธีทำเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์เข้ามาด้วย(๑๐)

ลำดับนี้รัฐบาลโปรตุเกสส่งตราโปรตุเกสมาให้จมื่นสราภัยฯ ในการไปประจำอยู่กับข้าราชการของโปรตุเกสเมื่อเข้ามาเฝ้า และโปรดฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนารถ กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๓ เป็นบำเหน็จด้วย


รับราชการทหารหน้า

ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๒๓ โปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถเป็นกงสีศิลา แต่ไม่รับค่าสิบลด ขอพระราชทานแต่เงินเดือนในหน้าที่ทหารตามเดิม แล้วโปรดฯให้พระยานรรัตนราชมานิต(โต)เป็นผู้บังคับการที่ ๑ เจ้าหมื่นไวยฯเป็นผู้บังคับการที่ ๒ ไปช่วยกันจัดการกรมทหารหน้า(๑๑) การที่จัดนั้นได้สั่งให้สำรวจเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์และเครื่องครุภัณฑ์ต่างๆ ให้รู้ว่ามีอยู่มากน้อยเท่าใดและทำบัญชีไว้ให้เรียบร้อย แล้วชำระสะสางคัดเลือกพวกนายทหารในกรมทหารนี้ให้อยู่รับราชการแต่ผู้ที่ สมควร ทั้งจัดทำกฎข้อบังคับของกรมทหารขึ้นใหม่ กับขอพระบรมราชานุญาตซ่อมแซมโรงทหารทุกๆโรง จัดการโรงครัวไว้เลี้ยงทหารด้วย


เกลี้ยกล่อมทหารสมัคร

เจ้าหมื่นไวยวรนารถบังคับการที่ ๒ สำรวจจำนวนพลทหารหน้าทราบว่ามีอยู่ประมาณ ๓๐๐ เศษไม่พอใช้ราชการ ทั้งความเป็นอยู่ของทหารก็ไม่เรียบร้อย เครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ก็ขาดตกบกพร่อง จึงกราบบังคมทูลรายงาน โปรดฯให้กรมสัสดีเร่งเรียกลูกหมู่แขนขาวเข้ามารับราชการก็ได้ผลน้อย จึงจัดคนออกเที่ยวสืบสวนเกลี้ยกล่อมพลเมืองที่เป็นคนแขนขาว ก็ยินดีจะยอมสมัครเป็นทหารหน้า และทรงพระกรุณาโปรดฯให้นำประกาศไปแจกทั่วทุกจังหวัด และชี้แจงแก่ประชาชนให้เข้าใจตามประกาศนั้นด้วย มิช้าก็มีคนแขนขาวเข้ามาสมัครเป็นทหารกว่า ๕,๐๐๐ คน โรงทหารเก่าไม่พอจะอาศัย จึงโปรดฯให้ผู้บังคับการที่ ๒ สร้างที่พักทหารขึ้นใหม่ที่สระปทุมวัน เมื่อจัดการสร้างโรงทหารนั้นแล้ว ได้ให้ปลูกต้นประดู่ไว้สองฟากถนนสระปทุมด้วย ยังมีอยู่จนทุกวันนี้


จัดเครื่องแบบทหารหน้า

เครื่องแต่งตัวทหารหน้านั้น แต่เดิมเป็นสักหลาดสีดำ สำรับ ๑ ราคาอยู่ในราว ๓๒ บาท ผู้บังคับการที่ ๒ คิดให้เป็นผ้าลายสอง ราคาสำรับหนึ่ง ๔ บาท เครื่องแต่งกายพลทหารตามแบบใหม่นั้นใช้กางเกงผ้าลายสองเขียวคราม เสื้อตัดด้วยผ้าลายสองสีขาว มีเครื่องหมายทหารเป็นยันต์ที่ข้อมือ กางเกงตัดอย่างแบบทหาร คือปลายขากว้าง ส่วนพวกนายทหารนั้นให้กางเกงขาว เสื้อขาว เมื่อแต่งเต็มยศกางเกงสักหลาดสีดำแถบทอง ใช้ปลอกหมายยศสวมที่ข้อมือและคอกับบ่าตามชั้นยศ

และโปรดฯให้วางระเบียบอัตราเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงนายทหารและพลทหารหน้า จัดตั้งทำเนียบยศและตำแหน่งหน้าที่ด้วย


สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
กราบบังคมทูลขอจัดลูกหมู่หัวเมืองปักต์ใต้เป็นทหารเรือ


ระวางเมื่อกรมทหารหน้ารับทหารสมัครนั้น สมเด็จเพระยาฯไปตรวจราชการอยู่หัวเมืองฝ่ายตะวันตก ไม่ทราบว่าทางกรุงเทพฯเรียกทหารสมัคร และคนแขนขาวจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี เข้ามาสมัครเป็นทหารบกมาก สั่งให้สำรวจชายฉกรรจ์ลูกหมู่แขนขาวในหัวเมืองนั้นๆจะส่งเข้ามาเป็นทหารเรือ จึงกราบทูลฯขอเข้ามา ทรงปรึกษาความข้อนี้กับเจ้าหมื่นไวยฯ กราบบังคมทูลว่าควรพระราชทานให้ท่านจัดตามประสงค์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯกลับเข้ามาได้กราบบังคมทูลว่า เลขเมืองราชบุรี เพชรบุรีเข้ามาสมัครเป็นทหารบกมาก ไม่มีคนที่จะรักษาราชวังเขามไหศวรรย์ ขอรับพระราชทานให้มีเลขคงเมืองอยู่ตามเดิม จึงโปรดฯ ให้ผู้บังคับการที่ ๒ ผ่อนผันส่งพ่อหมู่เด็กชายคืนให้ สมเด็จเจ้าพระยาฯจึงขอให้พระอมรวิไสย(โต บุนนาค)เป็นแม่กองสักเลขลูกหมู่ที่สมสักแล้ว ขึ้นทะเบียนรับราชการต่อไป


แต่พระที่นั่งและจัดการแสดงพิพิธภัณฑ์
เมื่อกรุงเทพฯมหานครตั้งมาครบรอบ ๑๐๐ ปี ณ ท้องสนามหลวง


เมื่อกำหนดการสมโภชกรุงเทพมหานครครอบรอบ ๑๐๐ ปีนั้น พระที่นั่งจักรีฯยังทำไม่เรียบร้อย ทรงพระกรุณาโปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถทำต่อไปให้ทันงานสมโภช เจ้าหมื่นไวยฯจึงให้ทำแผนที่พระที่นั่งทุกๆห้อง และกำหนดเครื่องที่จะใช้ตบแต่งพระที่นั่งนั้นแล้ว ส่งออกไปให้พระยาสยามธุระพาหนะ กงสุลสยามที่ลอนดอน เรียกช่างต่างๆมารับเหมาทำเครื่องตบแต่งพระที่นั่งซึ่งกะมาทุกๆอย่าง เมื่อช่างทำเสร็จแล้วกงสุลสยามจึงส่งของนั้นเข้ามา เจ้าหมื่นไวยฯก็ตบแต่งพระที่นั่งจักรีสำเร็จทันพระราชประสงค์ ระวางที่จัดพระที่นั่งจักรีฯอยู่นั้นโปรดฯให้เป็นผู้ตบแต่งพระตำหนักและเก็บ รักษาเครื่องแต่งพระองค์ และพระราชทรัพย์สมเด็จพระนางเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ และตบแต่งพระตำหนักทูลกระหม่อมแก้ว(กรมพระยาสุดารัตน์ฯ)ด้วย ได้พระราชทานสิ่งของเป็นที่ระลึกในการตบแต่งพระที่นั่งนั้นหลายสิ่ง แล้วโปรดฯให้เป็นผู้บังคับการทหารหน้าแต่ผู้เดียว และเป็นผู้เบิกจ่ายเงินในการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ ด้วย


ให้กองทหารนคราภิบาล มีตุลาการชำระคดีชั้นต้น
และถวายพระพิพัฒน์สัตยาเป็นส่วนพิเศษ


อนึ่ง โปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยฯจัดการซ่อมแซมรอบพระนคร ให้กองทหารนคราภิบาลพักอาศัย เพื่อสะดวกแก่การออกเที่ยวลาดตระเวนรักษาท้องที่ จึงจัดตั้งศาลโปลิสภาสำหรับไต่สวนมูลคดีชั้นต้นขึ้นที่โรงพิมพ์ของหม่อมเจ้า โสภณ อยู่ในระวางที่ซึ่งตั้งศาลาว่าการนครบาล(กระทรวงมหาดไทย)บัดนี้ ขอพระยามหานิเวศน์(กระจ่าง บุรณศิริ)เมื่อยังเป็นหลวงนายฤทธินายเวรมาเป็นอธิบดี ขอขุนศรีอาญาคดีมาเป็นผู้ช่วย

เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระชนม์ได้ประมาณ ๒ - ๓ พรรษา เวลานั้นยังมีข้ออุปสรรคขัดขวางอีกหลายอย่าง ทรงว้าเหว่ด้วยราชการในอนาคต เจ้านายและข้าราชการซึ่งไว้วางพระราชหฤทัยทำหนังสือปฏิญาณถวายพระพิพัฒน์สัต ยาเป็นส่วนพิเศษ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันอังคาร เดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๒๔ เจ้าหมื่นไวยฯก็ได้มีส่วนลงชื่อในหนังสือฉบับที่ทูลเกล้าฯถวายนั้นด้วย


ความเห็นเรื่องให้ทหารขึ้นไปรักษาการบนบรมบรรพต

เนื่องในการรักษาพระนครให้มั่นคง เจ้าหมื่นไวยฯกราบบังคมทูลความเห็นเป็น ๒ ข้อ คือ

๑. จะสร้างป้อมเหล็ก เอาปืนใหญ่อย่างหนักขึ้นไว้บนพระบรมบรรพต
๒. ถ้าจะไม่โปรดฯให้สร้างป้อม ก็ขอทำแต่เพิงพลรอบองค์พระเจดีย์ มีเสาธรและเครื่องโทรศัพท์เป็นอาณัติสัญญาณด้วย

ทรงเห็นชอบตามความข้อ ๒ จึงสร้างเพิงพลขึ้นรอบพระเจดีย์บรมบรรพต จัดทหารรักษาการ ๔ โหล ถ้ามีเหตุเกิดขึ้นให้บอกไปที่กรมทหารหน้า


จัดตั้งโรงเรียนนายร้อย และแต่งพระราชอุทยานสราญรมย์
เป็นผู้มีหน้าที่ในการแสดงพิพิธภัณฑ์ในงานฉลอง ๑๐๐ ปี


เจ้าหมื่นไวยฯกราบบังคมทูลขอมหาดเล็กวิเศษมาเป็นนักเรียนนายร้อย มีนักเรียนประมาณ ๔๐ เศษ และทูลขอวังสราญรมย์เป็นโรงเรียนด้วย ก็โปรดฯพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อจัดตั้งโรงเรียนนั้น เปิดรับบุตรหลานนายทหารและข้าราชการพลเรือนให้เรียน มีนักเรียนประมาณ ๑๐๐ เศษ

ระวางเมื่อจัดโรงเรียนนายร้อยขึ้นที่วังสราญรมย์ โปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยฯจัดการตบแต่งวังนั้น กราบบังคมทูลขอให้นายอาลบาร์สเตอร์เป็นเจ้าพนักงานดูแลปลูกต้นไม้ และตบแต่งวังสราญรมย์ด้วย

ส่วนการแสดงพิพิธภัณฑ์สำหรับชาติคราวนี้ จัดตั้งที่ท้องสนามหลวง มีกรรมการจัดการ ๕ นาย โปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยฯเป็นกรรมการด้วยผู้ ๑ และมีหน้าที่ตบแต่งประดับประดาสถานที่ทั้งรักษาเหตุการณ์ต่างๆในงานนั้น นอกจากตำแหน่งราชการที่มีประจำอยู่หลายหน้าที่แล้ว ยังโปรดฯให้เป็นผู้บังคับการทหารดับเพลิงแทนพระยานรรัตน์ฯ รักษาการในงานนี้อีกด้วย


ตั้งกรมเด็กชา

เจ้าหมื่นไวยฯมีหน้าที่ทำราชการหลายอย่างนัก จึงขอพระราชทานตั้งกรมเด็กชาขึ้น ก็โปรดฯให้เก็บพวกลูกหมู่ลาวสีไม้ที่เป็นพวกเด็กชาประจำพระราชวังเพชรบุรี ๑ ลูกหมู่พวกชาวที่ ๑ กับลูกหมู่พวกมหาดเล็กและทหารหน้าทุกๆกรม ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๔ ถึง ๑๖ ปี เข้ามารับราชการเป็นพวกเด็กชา มีเครื่องแบบสำหรับแต่งกาย คือเสื้อตัดอย่างเสื้อของพวกลาวโซ่ง มีผ้าโพกศีรษะเป็นเกลียว ให้รัดปะคดคาดรอบเอว มีหน้าที่ยืนยามรักษาพระทวารพระที่นั่งจักรีฯเวลามีงาน และรักษาความสะอาดบนพระที่นั่งทุดองค์ กับสำหรับใช้งานโยธาในพระราชวังทุกอย่างด้วย


ซ่อมถนนหลวงและใช้รถจักรบดถนนเป็นครั้งแรก

การทำถนนหลวงแต่ก่อน ทำด้วยอิฐหักกากปูน เจ้าหมื่นไวยฯเห็นว่า ต่อไปถ้ามียวดยานไปมามากขึ้นจะไม่ทนทาน จึงสั่งรถบดถนนเข้ามาพร้อมทั้งเครื่องย่อยหินสำหรับโรย และมีตระแกรงร่อนหินที่ย่อยแล้วแบ่งออกได้เป็นก้อนเล็กก้อนใหญ่ เจ้าหมื่นไวยฯได้ทดลองซ่อมถนนด้วยรถจักรดังกล่าว ถวายทอดพระเนตรในขณะเมื่อกำลังเปิดแสดงพิพิธภัณฑ์สำหรับชาติอยู่นั้น ก็ได้ผลดีเป็นที่พระพระราชหฤทัย


ซื้อม้าสำหรับทหารและต้องอุบัติเหตุตกม้า

เจ้าหมื่นไวยฯเห็นว่าม้าที่จะใช้ราชการในกรมทหารหน้ามีไม่พอ จึงขออนุญาตให้นายหลุย เลียวโนแวนซ์ ซึ่งโปรดฯให้มารับราชการอยู่ในกรมหทารหน้านั้น ไปซื้อม้ายังเกาะออสเตรเลีย ได้ม้าเข้ามาทั้งที่ได้เคยฝึกหัดแล้วและยังไม่เคยก็มี ได้สั่งครูฝึกหัดม้าเข้ามาจากต่างประเทศพร้อมกับม้าด้วย ภายหลังนายหลุย เลียวโนแวนซ์ได้รับยศเป็นกัปตัน

ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ เวลาเช้า กัปตันหลุย เลียวโนแวนซ์นำลูกม้าเทศ ซึ่งได้ฝึกหัดพอจะขี่ได้แล้วมาให้เจ้าหมื่นไวยฯลองขี่ ก็ได้ขี่ไปตรวจการฝึกซ้อมทหาร มาก็พาห้อวิ่งไปไม่หยุด ถึงหน้าโรงเอ๊กสฮิบิชั่นจึงรั้งบังเหียนไว้โดยแรง ทันใดนั้นม้าก็สะบัดหน้ายื่นคอ เจ้าหมื่นไวยฯยั้งตั้งตัวไม่ทันก็คะมำไปข้างหน้า แต่กอดคอม้าไว้ทัน ส่วนเท้านั้นไปปัดเท้าม้าเข้า จึงเลยล้มทั้งม้าและคน ขาหลังม้าฉีกทั้งสองข้าง ส่วนคนสลบไม่ได้สติมีบาดแผลที่สำคัญหลายแห่ง หมอเทียนฮี้เป็นผู้พยาบาล เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมอาการป่วยถึงบ้าน และมีเจ้านายข้าราชการไปเยี่ยมเป็นอันมาก เมื่อหายป่วยแล้วประสาทจมูกเสีย ดมอะไรไม่รู้จักกลิ่น(๑๒)


จัดตั้งโรงเรียนหลวงทมี่พระราชวังสวนอนันต์

เมื่อโรงเรียนมหาดเล็ก ซึ่งโปรดฯให้ตั้งขึ้นสำหรับเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการเล่าเรียนภาษาอังกฤษ นั้น จัดการยังไม่มั่นคงและเป็นระเบียบเรียบร้อยดังที่ควร ทรงพระราชดำริเห็นว่าควรจัดตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษขึ้นให้เป็นหลักฐาน จึงโปรดฯพระราชทานวังสวนอนันต์ให้เป็นโรงเรียน จ้างหมอแมคหาแลนด์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ มีกรรมการจัดการเพื่อจะให้การเรียบร้อยตลอดไป แต่ต่อมาการงานก็ทรุดโทรมลงที่สุดจนเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของครูและนัก เรียนก็ไม่ใคร่จะได้เบิกมาจ่ายให้

จึงโปรดฯให้กรรมการรีบจัดการให้สำเร็จ ปรึกษาการยังไม่ตกลงกัน เจ้าหมื่นไวยฯเห็นจะเสียราชการ จึงขอรับจัดการแต่ผู้เดียว กรรมการก็เห็นชอบตามความคิดเจ้าหมื่นไวยฯ การที่จัดนั้นคือให้เบิกเงินค่าใช้จ่ายของนักเรียนและครู เปลี่ยนแปลงระเบียบการให้หมอแมคฟาแลนด์จัดหาสารวัตรตรวจการและรับผิดชอบใน การที่จะรักษาเด็กด้วย ให้เรียกบัญชีจีนทำงานที่พระอินทรเทพ ตั้งบัญชีเบิกขอทำโรงหัดกายกรรม เมื่อจัดการและทำสถานที่สำหรับโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว ต่อมากรมหมื่นดำรงราชานุภาพ(สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ) ทรงเป็นผู้จัดการกรมศึกษาธิการจึงมอบหน้าที่การรับผิดชอบเรื่องโรงเรียนนั้น ถวายให้ทรงจัดการต่อไป


ไปปราบผู้ร้ายเมืองสุพรรณบุรี

เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ เมืองสุพรรณบุรีมีบอกเข้ามาว่าเกิดโจรผู้ร้ายกำเริบปล้นระดม และเหกิดเหตุอุกฉกรรจ์ฆ่ากันตายหลายราย ในเวลานี้ผู้ว่าราชการเมืองไม่มี พระศรีราชรักษาปลัดรักษาราชการแทน ราษฎรได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก ระวางนั้นทรงตั้งหลวงอังคนิศรพลารักษ์(จัน)พี่ชายเจ้าหมื่นไวยฯเป็นที่พระ สุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณฯขึ้นใหม่ แต่ยังอยู่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าหมื่นเสมอใจราช(จู โชติกเสถียร)ซึ่งเป็นข้าหลวงออกไปผูกปี้จีนที่เมืองสุพรรณฯกลับมาเฝ้าฯ ทรงทราบว่าในการที่ทรงเลือกให้พี่ชายเจ้าหมื่นไวยฯเป็นผู้ว่าราชการเมือง สุพรรณฯนั้น กรมการราษฎรเกรงกลัว จึงโปรดฯให้เจ้าหมื่นไวยฯเป็นข้าหลวงออกไปปราบปรามโจรผู้ร้ายให้สงบ และจัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อยด้วย

เจ้าหมื่นไวยฯออกจากกรุงเทพฯโดยทางเรือเมื่อวันพุธ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ หาตรงไปวางท้องตราทีเดียวไม่ ลัดเข้าคลองสองพี่น้องขึ้นไปจนถึงเขตปลายน้ำเมืองสุพรรณ ลอบไปสืบข่าวโจรผู้ร้ายตามวัดวาอารามและพวกราษฎรทั้งทางบกทางเรือได้ความ ตลอดแล้วว่าหัวหน้าผู้ร้ายชื่อนั้นๆ ตั้งเคหสถานชุมนุมอยู่ตำบลนั้นๆ และระวางทางที่ไปนั้นจับหัวหน้าผู้ร้ายที่เป็นตัวสำคัญๆกับพรรกพวกได้ประมาณ ๕๐ คนเศษ แล้วจึงล่องเรือลงมาจอดพักที่หน้าวัดประตูศาล วางตราแล้วสั่งให้ปลัดเมืองจัดทำที่คุมขังผู้ร้าบบนศาลาวัด และลงมือชำระความที่ค้างเก่าและใหม่พร้อมด้วยพวกขุนศาลตุลาการโดยเร่งรัด ก่อนที่จะลงมือชำระความนั้น ได้ประกาศให้คู่ความทราบว่าในคดีพิพาทกันนั้น ได้ค้นคว้าสืบสวนหลักฐานมีพยานไว้แน่นอนแล้ว ต้องให้เป็นความสัตย์ความจริงทั้งโจทก์และจำเลย ถ้าจับได้ว่าเป็นความเท็จจะต้องได้รับโทษโบย ๓๐ ทึ แล้วเบิกตัวคู่พิพาทในคดีเรื่อง ๑ มาชำระเป็นตัวอย่าง ก็จับได้ว่าเป็นความเท็จสั่งให้โบย ๓๐ ที แล้วงดพิจารณาไว้ ๒ วัน หวังว่าจะให้กิตติศัพท์เล่าลือไปถึงคู้ความทั้งหลาย เมื่อได้จัดการชำระผู้ร้ายตามวิธีนี้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันหนึ่งชำระเสร็จไปราว ๓๐ เรื่องทุกๆวัน จำนวนผู้ร้ายที่จับมาได้คราวนี้ประมาณ ๒๐๐ เศษ ที่เป็นหัวหน้าผู้ร้ายตัวสำคัญและนักเลงโตซึ่งก่อให้เกิดเหตุอุกฉกรรจ์เหลือ อยู่ ๑๓๐ เศษ จะได้คุมตัวลงมากรุงเทพฯด้วย ครั้นเสร็จราชการก็รับกลับเข้ามาเฝ้าถวายรายงานตามที่ได้จัดทำไปให้ทรงทราบ ทุกประการ

อยู่มาได้รับใบบอกหัวเมืองต่างๆรวม ๙ เมือง ว่าโจรผู้ร้ายสงบเงียบแล้ว และได้ทรงทราบจากผู้ที่ไม่ชอบอัธยาศัยกับเจ้าหมื่นไวยฯ มาชมเชยว่าดีอยู่ จึงโปรดพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ เป็นบำเหน็จความชอบ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕

เมื่อผู้ร้ายสงบแล้ว โปรดฯให้พระยาสุนทรสงครามออกไปว่าราชการเมืองสุพรรณฯ และทรงมอบเมืองสุพรรณฯให้อยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหมื่นไวยฯ ต่อมากรมการและนายอากรค่าน้ำเมืองสพรรณฯเที่ยวข่มขู่กรรโชกเอาเงินแก่ราษฎร ได้ความเดือดร้อน ร้องทุกข์ต่อเจ้าหมื่นไวยฯในเวลาที่ออกไปเยี่ยมพี่ชายที่เมืองสุพรรณฯ ไต่สวนได้ความจริง สั่งให้โบยกรมการและนายอากรค่น